เทรนด์ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติทั่วโลก: อะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้ธุรกิจต้องเร่งปรับตัว?

วันที่2026-08-28

จำนวนการดู6

เข้าใจเทรนด์ให้ชัด ก่อนตัดสินใจขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ

ตลาดเร็วขึ้น แรงงานน้อยลง สินค้าเล็กลง — 3 การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

“ควรรออีกหน่อยไหม ก่อนทำคลังสินค้าอัตโนมัติ?” หลายบริษัทที่กำลังขยายสู่ต่างประเทศ ยังรอ “จังหวะที่เหมาะสม” อยู่

แต่ CeMAT ASIA 2025 สะท้อนให้เห็นอีกมุมหนึ่งว่า จังหวะที่ใช่ไม่ใช่สิ่งที่รอได้ แต่ตลาดกำลังผลักให้เราต้องเดินหน้า

งานโลจิสติกส์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย รวมผู้จัดแสดง 1,000 ราย และผู้เข้าชม 150,000 คน ผู้ซื้อจากต่างประเทศไม่ได้มาแค่ดูเทคโนโลยี แต่กำลังมองหาโซลูชันระบบอัตโนมัติแบบครบวงจร เพื่อนำไปใช้ในประเทศของตนเอง

อะไรทำให้ทั่วโลกต้องเร่งใช้ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ? เพราะ 3 การเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน

ตลาดกำลังเร่งตัว: ไม่ใช่ว่าจะทำหรือไม่ทำ แต่ถ้าช้า ก็อาจตามไม่ทัน

ชุดตัวเลขที่น่าสนใจคือ:

— การเติบโตของตลาด:ในช่วงปี 2019–2025 ตลาดระบบคลังสินค้าอัตโนมัติทั่วโลกเติบโตเฉลี่ย ประมาณ 11.7% ต่อปี (CAGR) และมีมูลค่าตลาดราว 27,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025

— เติบโตกว่า 2 เท่า: จากข้อมูลของ Research and Markets ตลาดคลังสินค้าอัตโนมัติมีมูลค่าประมาณ 17,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 40,320 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030

— ธุรกิจที่ยังไม่ใช้ระบบอัตโนมัติลดลง: สัดส่วนบริษัทที่ยังไม่ใช้ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ ลดลงจาก 9% ในปี 2023 เหลือเพียง 3% ในปี 2025

การ “รอดูสถานการณ์” กำลังกลายเป็นทางเลือกของคนส่วนน้อย เพราะเมื่อคุณตัดสินใจ คู่แข่งอาจนำหน้าไปแล้วทั้งด้านต้นทุนและความเร็วในการส่งมอบ

แรงงานลดลง: คนทำงานในคลังสินค้า “หายากขึ้น” ทุกวัน

ความเร่งด่วนอีกประการหนึ่งมาจากความยากลำบากในการสรรหาบุคลากร

การสำรวจอุตสาหกรรมของ Zebra พบว่า: 72% ของผู้จัดการคลังสินค้ากังวลเรื่องความปลอดภัย (79% ในเอเชียแปซิฟิก), 70% กังวลเรื่องความเสี่ยงจากการบาดเจ็บ และ 69% กังวลเรื่องการขาดใบรับรองและการทำงานหนักเกินไป (76% ในเอเชียแปซิฟิก)

ในตลาดสำคัญอย่างญี่ปุ่นและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัญหา “หาคนยาก รักษาคนไว้ยาก” ไม่ใช่แค่ปัญหาระยะสั้น แต่เป็นแนวโน้มเชิงโครงสร้าง ระบบอัตโนมัติไม่ใช่คำถามว่า “จะใช้หรือไม่” แต่คือ “จะใช้อย่างไรเพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านแรงงาน”

สินค้ามีขนาดเล็กลง: อีคอมเมิร์ซได้เปลี่ยนตรรกะของคลังสินค้าไปโดยสิ้นเชิง

เมื่อก่อนคลังสินค้าขนย้ายพาเลทหนักหลายร้อยกิโลกรัม แต่ E-commerce ทำให้สินค้าถูกแยกเป็นชิ้นเล็กลงเรื่อย ๆ — ปัจจุบันน้ำหนักเฉลี่ยต่อชิ้นเหลือเพียงสิบกว่ากิโลกรัม

ในหลายขั้นตอน พาเลทกำลังถูกแทนที่ด้วยกล่อง Tote ทำให้หุ่นยนต์ขนย้าย Tote เติบโตอย่างรวดเร็ว ในงาน CeMAT 2025 โซนนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยช่วยเพิ่มความหนาแน่นในการจัดเก็บ 80%–400% เพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน 3–4 เท่า และสามารถอัปเกรดคลังสู่ระบบอัตโนมัติได้ภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์

เมื่อสินค้ามีขนาดเล็กและละเอียดขึ้น เทคโนโลยีคลังสินค้าก็ต้องเปลี่ยนตาม นี่ไม่ใช่การคาดการณ์ แต่มันกำลังเกิดขึ้นจริงเมื่อ 3 พลังนี้รวมตัวกัน ความเร่งด่วนจึงชัดเจนในทันที

โอกาสกำลังเปิดกว้าง: จีนกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ

นอกจากแรงกดดันที่ต้องเร่งปรับตัวแล้ว ยังมีข่าวดีอีกหนึ่งเรื่อง

หนึ่งในมุมมองสำคัญจาก CeMAT 2025 คือ เทคโนโลยีโลจิสติกส์ (LogisTech) ของจีนได้ก้าวจาก “ผู้ตาม” สู่ “ผู้นำ” ตั้งแต่หุ่นยนต์ขนย้าย Tote และระบบ Four-Way Shuttle ไปจนถึง Flying Tote System บริษัทจีนกำลังได้รับการยอมรับและมีบทบาทมากขึ้นในตลาดเทคโนโลยีโลจิสติกส์ระดับโลก

— พัฒนาเร็ว: ในจีน ผลิตภัณฑ์สามารถพัฒนาจากขั้นตอน R&D สู่การผลิตจริงได้ภายใน 6 เดือนหรือน้อยกว่านั้น ซึ่งถือเป็นความเร็วในการพัฒนาที่โดดเด่นในระดับโลก

— จุดเริ่มต้นสู่ตลาดโลก:จีนกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่สำหรับการนำเทคโนโลยีโลจิสติกส์มาใช้งาน และเป็นหนึ่งในฐานสำคัญสำหรับการขยายเทคโนโลยีสู่ตลาดโลก

— โอกาสทำกำไรสูงกว่า: ผู้ที่ขยายสู่ตลาดต่างประเทศก่อนเริ่มพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตลาดต่างประเทศมักมีศักยภาพในการสร้างกำไรสูงกว่าตลาดในประเทศอย่างชัดเจน

สำหรับธุรกิจที่กำลังวางแผนสร้างคลังสินค้าในต่างประเทศ นั่นหมายความว่า ไม่จำเป็นต้องรอให้เทคโนโลยีพร้อมกว่านี้ เพราะเทคโนโลยีในจีนมีความพร้อมสำหรับการใช้งานแล้ว สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือ จะนำระบบไปติดตั้งและใช้งานในต่างประเทศอย่างไรให้ราบรื่นและมีเสถียรภาพ

STORIN: เทรนด์เป็นของคนอื่น แต่การลงมือทำจริงเป็นของคุณ

การเข้าใจเทรนด์เป็นเพียงก้าวแรก อุปกรณ์ผ่านมาตรฐานและข้อกำหนดของประเทศนั้นหรือไม่? ระบบสามารถเชื่อมต่อกับ WMS ของลูกค้าได้หรือเปล่า? เมื่ออุปกรณ์ถึงหน้างาน ใครจะเป็นผู้ติดตั้ง? และหลังติดตั้ง ใครจะคอยซัพพอร์ตในช่วงเริ่มเดินระบบ? สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือปัจจัยสำคัญที่จะเปลี่ยน “เทรนด์” ให้กลายเป็น “กำไร”

STORIN เชี่ยวชาญด้านการบูรณาการระบบคลังสินค้าอัจฉริยะ (Smart Warehouse System Integration) พร้อมศูนย์ปฏิบัติการและทีมงานในญี่ปุ่นและไทย เราแบ่งกระบวนการส่งมอบโครงการในต่างประเทศออกเป็น 5 ขั้นตอนที่สามารถบริหารและควบคุมได้อย่างชัดเจน: การวางแผนและกำหนดขอบเขตโครงการ → การตรวจสอบข้อกำหนดและออกแบบโซลูชัน → การ Pre-integration และ Simulation → การติดตั้งและ Commissioning โดยทีมในพื้นที่ → การสนับสนุนช่วง Go-live และการบำรุงรักษาระยะยาว

ตั้งแต่อุปกรณ์ยังอยู่ที่โรงงาน เราก็จัดการความเสี่ยงด้านข้อกำหนดและโลจิสติกส์ไว้ล่วงหน้า คุณโฟกัสกับการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ ส่วนเราดูแลให้อุปกรณ์ของคุณส่งมอบ ติดตั้ง และพร้อมใช้งานที่หน้างานได้อย่างมั่นใจ

💡 กำลังวางแผนโครงการคลังสินค้าอัตโนมัติในญี่ปุ่นหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้?

ติดต่อ STORIN เพื่อรับบริการประเมินความเป็นไปได้เบื้องต้นสำหรับโครงการระบบคลังสินค้าอัตโนมัติในต่างประเทศ ฟรี

การประเมินความเป็นไปได้ของระบบคลังสินค้าอัตโนมัติในต่างประเทศฟรี

ช่วยประเมินให้ชัดเจนในครั้งเดียว ทั้งข้อกำหนดและมาตรฐานในพื้นที่ สภาพหน้างาน และความต้องการด้านการเชื่อมต่อระบบ

STORIN · ผู้เชี่ยวชาญด้านการบูรณาการระบบคลังสินค้าอัจฉริยะ ทำให้การยกระดับคลังสินค้าสู่ระบบอัตโนมัติและการขยายสู่ตลาดโลกเป็นเรื่องง่ายขึ้น

เรียนรู้เพิ่มเติม

วิธีติดต่อเรา

โทรศัพท์:

+86 400 686 6336
+66 02 200 4578

อีเมล:

info@storin.com

sales@storin.com

hr@storin.com

ติดต่อเรา

สมัครรับจดหมายข่าวของเรา